ข้าวผัดปลอบใจ

posted on 16 Jan 2011 18:03 by kitsch-me-five in kitschen

1
เมื่อต้นปี คุณตาของคุณจักรพันธุ์เสีย
แม้จะไม่มีการฟูมฟายใด แต่ก็รู้สึกได้ว่าคุณเขาก็เศร้าอยู่
จิราภรณ์ไม่ถนัดการปลอบประโลมด้วยคำพูด
เลยตั้งใจว่าจะทำข้าวผัดกากหมูให้กิน
2
ข้าวผัดกากหมูเป็นอาหารในความทรงจำของจักรพันธุ์
เพราะคุณตา คำ ไม้เขียว เป็นพลาธิการทหารเรือผู้รับหน้าที่เป็นจุมโพ่หรือพ่อครัวบนเรือ
แล้วอาหารบ้านๆ ที่ตาชอบทำแล้วอร่อยล้ำของคุณจักรพันธุ์คือข้าวผัดกากหมู
เต้ไม่เคยกินข้าวผัดกากหมู
แทบไม่เคยกินอาหารที่ทำจากน้ำมันหมู
และเพิ่งรู้ไม่นานว่ามันหมูก้อนเมื่อมในตลาด หั่นเล็กๆ แล้วมาเจียวเอาน้ำมันได้
แต่หลังจากถามไถ่หน้าตาอาหารจากจักรพันธุ์
และคำแนะนำด้านน้ำมันหมูจากพี่ไช้แห่งร้านข้าวหมูแดงสนามหลวงเรียบร้อย
เต้ก็มุ่งมั่นไปซื้อมันหมู
มาหั่น หั่น หั่น แล้วเจียวจนน้ำมันค่อยๆ ผุดออกมา
แต่...มันหมูไหม้เกรียม
ตักทิ้ง หันใหม่ให้เล็กลง
แต่...เล็กเกินไป
กากหมูเหมือนเศษกากหมูมากกว่า
แต่...ช่างมัน ตักพักไว้
เต้ใช้น้ำมันหมูผัดข้าวและเจียวไข่
เพราะม.ร.ว.คึกฤทธิ์บอกไว้ในหนังสือน้ำพริกประมาณว่า ถ้าเจียวไข่ไม่ใช้น้ำมันหมู ฆ่าผมให้ตายดีกว่า
ขนาดนั้น
เลยอยากลองด้วยซักตั้ง
ไข่เจียวฟูฟ่า ข้าวผัดหอมฟุ้ง
ครัวเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นมันแผล็บ
(ความมันเป็นกลิ่นได้-ยืนยัน)
เสร็จแล้วก็ตักใส่จาน
3
จักรพันธุ์บอกว่าอร่อย
แม้จะเป็นข้าวผัดกากหมูที่รสชาติไม่ชาวบ้านเอาซะเลย
เมื่อบวกกับปลาทูทอดตัวเป้งที่จักรพันธุ์โชว์ทักษะ
ก็กินกันพุงกาง
รู้ตัวอีกที ก็พบว่าโคเรสเตอรอลมากเกินไป
อืดตาย ไร้สติ
แต่รู้สึกเหมือนสำเร็จภารกิจไปหนึ่งอย่าง


 

 
     
อยู่ดีๆ ก็อยากถือเคล็ดกับเขาบ้าง
มีกระเป๋าสตางค์ใหม่ต้อนรับปีใหม่
(แต่เหตุผลที่แท้จริงคือการปลอบใจตัวเอง หวังว่าการเปลี่ยนจะทำให้มีเงินไหลเวียนมากขึ้น
ฐานะทางการเงินที่เลวร้ายตลอดหลายปี เป็นเพราะกระเป๋าไม่ดี หาใช่เพราะฉันใช้จ่ายงี่เง่าสุรุ่ยสุร่ายไม่)
พอดีซื้อผ้าแคนวาสสีน่ารักมา แล้วอยากทำกระเป๋าที่มีฟังก์ชันที่เกิดมาเพื่อฉันโดยเฉพาะ
เพราะเวลาซื้อกระเป๋าสตางค์มา มักประสบปัญหา
เช่น เต้เป็นพวกชอบเก็บขยะไว้ก่อน การใช้กระเป๋าเก๋ๆ บางๆ จึงไม่จุพอจะใส่ของไร้ค่า
เต้เป็นพวกชอบเดินตลาดและขึ้นรถเมล์ การใช้กระเป๋าวินเทจมันเปิดปิดยาก ควักยาก แม่ค้าและพี่กระเป๋ามักเขม่นเอาบ่อยครั้ง
และเต้เป็นพวกเบื่อง่าย จึงไม่ควรทำอะไรที่เสถียรถาวรมาก
จึงได้ออกแบบกระเป๋า 3 in 1 มีสามช่องบวมๆ ในหนึ่งใบไว้ใส่แบงค์ ใส่เหรียญ และใส่บัตรมากมายที่พกไว้ให้อุ่นใจ 
เย็บเลาะ เย็บเลาะอยู่หลายที เพราะออกแบบเองก็งงเอง
แม่ยื่นมือมาช่วยเหมือนตอนทำงานฝีมือตอนเด็กเปี๊ยบ ก็ยังคงเย็บ เลาะ เย็บ เลาะ อยู่ร่ำไป
กว่าจะเสร็จ ปลุกปล้ำอยู่นาน
แต่พอเสร็จสิ้นก็ภูมิใจ ยิ้มพลิกไปพลิกมา
เก๋งจริงๆ เลยเราเนี่ย!
 
ป.ล. ที่ทำสองใบไม่ได้ใจดีทำเผื่อใครหรือโลภมากอยากมีกระเป๋าใหม่หลายใบ
ยอมรับโดยดีว่าทำพลาดจนต้องทำใบใหม่ แต่ด้วยความงกผ้าเลยหาทางแก้ไขได้สองใบถ้วน
 

melt in japan

posted on 09 Dec 2010 02:56 by kitsch-me-five

   

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกา เต้ไปญี่ปุ่นมา
เป็นทริปจากคำเชิญชวนของการท่องเที่ยวภาคอีสานของญี่ปุ่นเขา
ผู้ร่วมทริปหนึ่งเดียวของเต้คือหมีอีกตามเคย
อีสองคนนี้น่าจะเคยตักบาตรร่วมขันกันเป็นตั๋วรถทัวร์ ถึงได้บินเหนือล่องใต้กันอยู่เรื่อย
ในโอกาสนี้ เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับ FAM TRIP 7 วัน เที่ยวโทโฮกุ ดูใบไม้เปลี่ยนสี เยี่ยมฟาร์มแอปเปิ้ล ชิมสาเกแบบทัวริสต์หอมปากหอมคอ
ส่วน 3 วันที่เหลือ สองชีวิตขอต่อเวลาอยู่ที่โตเกียว เที่ยวแบบไม่มีคนนำทาง
และทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เต้ประทับใจมากบ้าง น้อยบ้างในระดับรายละเอียด

เรียวกัง 1 : ล้มหมอน นอนฟูตอง 
ความผูกพันแบบคิดไปเองของเต้กับเรียวกังเกิดขึ้นตอนอ่าน ลาก่อน ท์ซึกุมิของคุณป้าบานานา โยชิโมโต ว่าด้วยลูกสาวเรียวกังมักโกรธขี้ป่วย
ควบยามาดะ โนริโกะ การ์ตูนเพี้ยน ที่มีภาคพิสดารจาก super OL ไปเป็นสาวเรียวกัง
เต้เลยคิดไปว่ามักคุ้นกับโรงแรมปูฟูตอง พื้นเสื่อตาตามิ และเสิร์ฟอาหารแบบเทรดดิชั่นอย่างช่วยไม่ได้
แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไป อย่างไรเสีย มันก็ exotic เกิดที่พลเมืองพระประแดงคนหนึ่งจะนิ่งเฉยได้
ยิ่งได้นอนคนเดียวในห้องกว้างใหญ่ เต้ก็เปิดปิดประตูกระดาษเล่นจนข้างห้องอาจจะอยากโทรมาด่า
จริงๆ อยากเข้าไปนอนในตู้เก็บผ้าปูที่นอนเหมือนโดเรมอนด้วยซ้ำ แต่กลัวขายขี้หน้าประเทศไทย (หากตู้เขาเกิดพังลงมา)

เรียวกัง 2 : อิทาดาคิมัส! 
อาหารแบบเรียวกังนี่มันสนุกจริงๆ
เต้ไม่มีภูมิคุ้มกันอาหารญี่ปุ่นมากนัก ไม่ชอบแซลมอน กินซาบะไม่ได้มาก เกลียดนัตโตะ แและเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้กินอาหารญี่ปุ่นที่นอกเหนือไปจากที่ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปเขามีกัน แต่อาหารที่มาเสิร์ฟทุกๆ วัน ในเรียวกังที่เปลี่ยนไป มันน่าตื่นเต้นไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟใส่เซมเบ้ หม้อไฟใส่ข้าวปิ้ง สุกี้เนื้อวัวเซ็นได (เนื้อคุณภาพดีระดับสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น)ปลาดิบในมันฝน โมจิในซุปแบบอาหารคาว ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีถ้วยเล็กถ้วยน้อยเป็นผักดอง ปลาหมึกหมัก รากไม้บด สารพัดจะกินให้หมด (แต่ก็ลองมันหมดทุกชิ้น)
คุณไกด์บอกว่า อาหารเซ็ตแบบนี้ จะต้องคำนึงความสมดุลของอาหารแต่ละชนิด สีเท่านี้พอไหม อาหารรสเค็ม อาหารรสเปรี้ยว อาหารหน้าตาดี ต้องมีสัดส่วนเท่าไหร่
ในหนึ่งเซ็ตต้องครบถ้วนสวยงาม
(และสวยงามมากเมื่อกินกับเบียร์หรือเหล้าอูเมชุ หึหึ)
จากการได้กินตลอดหลายๆ วัน เต้เลยวิเคราะห์มั่วซั่วเอาเองว่า
อาหารญี่ปุ่นอาจไม่ได้ต้องการพรสวรรค์ชั้นเลิศหรือรสมือเด็ดขาดของคนปรุง เท่าความสมดุลในการปรุงอาหาร
พ่อครัว แม่ครัวอาหารญี่ปุ่น เลยน่าจะเป็นดีไซเนอร์มากกว่าศิลปิน
(ว่าไปเรื่อย)

อ่อ แต่ทั้งนี้ ได้ซดสเปิร์มปลาสดเข้าไปโดยไม่รู้ รสชาติมันหยึยแหยะเกินทน
พอเห็นอะไรครีมๆ ขาวๆ เลยกลัวไปตลอดการกินเลย
 
 
หิมะในประเทศญี่ปุ่น กับเพลงอังกฤษที่พูดถึงป่าในนอร์เวย์
เราโชคดีที่แม้จะไปเอาตอนฤดูใบไม้ร่วง แต่สภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้เราได้เจอหิมะ บนยอดเขาสูงลิ่ว
หิมะขาวโพลนคลุมเขาสุดลูกหูลูกตา ป่าสนสีขาวซีด เต้กับหมียืนกรี๊ด นึกว่ามาอยู่ในสถานบำบัดของนาโอโกะแห่งนอร์วีเจียน วูดของคุณมูราคามิ
แล้วเพลงนอร์วีเจียน วูดก็ลอยเข้าหูมา
ไม่ได้บังเอิญอะไรหรอก หมีส่งหูฟังที่มีเสียงเพลงนี้มาให้
สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันมานาน

 

อาบน้ำแร่ แช่หลายนม
หนึ่งในความกล้าแห่งชีวิตสาวของจิราภรณ์
คือการใส่ชุดยูกาตะแล้วเดินเหนียมๆ ไปแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัลเพื่ออาบออนเซ็น!
อย่าตกใจเกินหนึ่งเครื่องหมายอัศเจรีย์นะ เพราะการแก้ผ้านี้ อยู่ในห้องอาบน้ำแบบผู้หญิงโอนลี่เท่านั้นจ้ะ
(แต่ก็เหอะ กับผู้หญิง หนูก็ไม่เคยแก้ผ้าให้ใครดูมาก่อน)
ในส่วนนี้ หญิงไทยผู้ไม่กล้าสบตาใคร ก็เอาผ้าขนหนูผืนจิ๋ว พยายามบังโน่น บังนี่ให้มิดที่สุดเท่าที่มิดได้
แต่พอลอบมองไป ไม่ว่าเด็กไม่มีนม สาวอกตึ่ง และคุณป้าตัวเหี่ยว ต่างก็เปิดเผยก้นงอนและแผ่นหลังกันตามสบาย
มีคนบอกว่า นี่คือการทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติและการเรียนรู้ซึ่งสังขาร
เต้พยายามกลมกลืนไปกับเขา แต่ถูกคุณป้าคนหนึ่งจับได้ว่าไม่เข้าพวก
เลยมาสปีคอิงลิชใส่ แนะนำการอาบน้ำเล็กน้อย และยังเข้าใจว่าฉันเป็นสาวไทเปตามฟอร์ม
หลังทำตามคำแนะนำของคุณป้า เต้ก็ได้แช่บ่อน้ำแร่ร้อนจี๋แบบเอาท์ดอร์ เห็นเงาตะคุ่มๆ ของป่า และลมยะเยือกที่แวะมาสู้กับความร้อน 40 องศาขาพอง
ในส่วนนี้ รักต้นคอบวกแผ่นหลังของสาวๆ ที่โผล่พันจากน้ำเป็นที่สุด
ถ้าให้โหวต จิราภรณ์คิดว่าต้นคอเป็นส่วนที่เซ็กซี่ที่สุดของผู้หญิงแบบสิบเต็มสิบเลย

หมู่บ้านนารูโกะ
มีคืนหนึ่ง เราได้แวะไปหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยออนเซ็น (มีเทพเจ้าออนเซ็นอยู่บนเขาด้วย)
ได้พักโรงแรมอายุ 400 ปี (แต่ปรับปรุงใหม่นะ นึกสงสัย ทำไมญี่ปุ่นไม่ค่อยมีดอะไรเก่าๆ โทรมๆ เยินๆ ให้เห็น)
ตอนค่ำมืด ออกไปเดินเล่นในถนนเล็กๆ ขึ้นเขา ลงเนินกับหมี
ทุกท่อระบายน้ำจะมีควันและกลิ่นกำมะถันลอยมา
สมกับเป็นหมู่บ้านออนเซ็น
แต่ไอ้ที่หลงรัก ไม่ได้อยู่ที่ออนเซ็นเท่าความเป็นเมืองของที่นี่
ไปเจอใบไม้เปลี่ยนสี ทะเลสาบเวิ้งว้าง หิมะละลานตา หรือธรรมชาติงดงามเพียงใด
นักเดินซอยอย่างเต้ ก็ดี๊ด๊ากว่าเมื่อได้เจอชุมชน ผู้คน บ้านเรือนอยู่ร่ำไป
ในร้านขายขนมปังแบบญี่ปุ่นเล็กๆ ร้านหนึ่งในเวลาถนนเงียบสงัด เต้และหมีเปิดประตูเข้าไป
เต้อยากได้สมุดทำมือที่วางอยู่บนชั้น พยายามถามไถ่ราคา ลุงอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียดว่าไม่ขาย
(หมีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาพอประมาณ ฟังพอออก (แต่ความน่าจะเป็นในการฟังถูกและฟังผิด มีค่าเท่ากันนะ ) ช่วยสื่อสารให้)
จากนั้น ป้าผู้มีภาษาญี่ปุ่นเป็นอาวุธพอกัน ก็มาพูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกประมาณสี่สิบแปดล้านคำ
คราวนี้หมีก็เหวอด้วย (หลังจากที่เต้เหวออตั้งแต่ลุงแล้ว)
ภาษาใบ้กันไปมา ได้ความว่าป้าถามว่าฉันหอบถุงอะไรมา
ตอบไปว่าฟูโรชิกิ
จากนั้น ป้าก็ไปขนผ้าฟูโรชิกิที่มีอยู่ทั้งบ้านมาให้ดู ผืนเล็ก ผืนใหญ่ ผืนเลอค่า ผืนใช้บ่อย
พร้อมเอาชาและขนมมาเสิร์ฟ และเอาแผนที่มาชี้พิกัด ร้านที่มีฟูโรชิกิขาย พร้อมอธิบายทาง ด้วยภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียดอีกแล้ว
จังหวะนี้ เต้หนีเอาตัวรอดมากินขนม จิบชา ปล่อยหมีใช้ทักษะทั้งชีวิตที่มีไป
ร่ำลากันอีกหนึ่งยาวนาน ก็ออกจากร้านด้วยความสนุกใจ
เห็นไหม เมืองมันน่ารักเพราะคนนี่แหละ

zakka ซักกรี๊ด
ความตั้งใจในการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ คือการศึกษาดูงานร้าน zakka จากประเทศต้นแบบเพื่อนำไปใช้ในร้านตัวเอง (เฮ้อ ฝันเฟื่อง)
อีเมลมาบอกคนพาทัวร์ก็แล้ว พยายามอธิบายก็แล้ว ชาวเซ็นได (เมืองใหญ่ประมาณโคราช) ก้ไม่รู้ว่า zakka shop คืออะไร
บอกว่าร้านขายของกุ๊กกิ๊ก เฮียเขาก็พาไปร้านกิ๊ฟช้อป ประหนึ่งลอฟท์หรือ zeenzone
พอถามเอาไม่ได้ เลยกะว่าหาเองแล้วกัน
ในขณะที่ทุกคนไปช้อปปิ้งตามห้างใหญ่ เต้หลอกล่อให้หมีมาเดินหาร้านกุ๊กกิ๊กที่แว่บผ่านตอนไกด์ทัวร์ถือธงพาเราเดินผ่านแบบเร็วๆ ได้
ขึ้นบันไดแคบชนิดหมีแน่นมาถึงชั้นสอง ร้านจิ๋วมีจานเซรามิกทำมือ มีผ้าคอตตอนสวยเก๋ และมีชาแพคเกจจิ้งชวนกรี๊ดเรียงแน่นชั้น
เต้กรี๊ดในใจ และหันไปกรี๊ดใส่พี่เจ้าของร้าน
จังหวะนั้น อยากขอจับมือ
ที่น่าตลกคือ มีสาวญี่ปุ่นเหมือนเดินหลงมาอีกหนึ่งคน พอเจอร้าน ก็กรี๊ดๆ แบบเดียวกับเต้เด๊ะ
เป็นเรื่องแบบผู้หญิงๆ จริงๆ

ตอนมาโตเกียว เต้ก็ยังคงพยายามจะพาตัวเองเข้าร้าน zakka เรื่อยไป
ดั้นด้นไปจิยูกะโอกะ ย่านเก๋ (ซึ่งเต้ว่าเก๋ไป) มีร้านทำนองนี้เต็มไปหมด
ของแพงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
และบรรยากาศทองหล่อไปนิด ไม่น่ารักเหมือนร้านเดี่ยวมือหนึ่งที่เซ็นไดเลย
ผิดหวังนิดนึงนะเนี่ย
แต่ป.ล. อย่างน้อย ก็ได้เห็นอดีตโรงเรียนโทโมเอของโต๊ะโตะจัง (ที่กลายเป็นห้างพีค็อกไปแล้วก็เหอะ)

แต่ที่ประทับใจสุดๆๆๆๆๆๆ ยกให้ย่านที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียกว่าอะไร
เรื่องมันเนื่องมาจากหมีซื้อ pen ฉบับไกด์เที่ยวแบบ real tokyo
หนึ่งในนั้นแนะนำร้านกระดาษลายที่พิมพ์ด้วยเทคนิคสมัยเอโดะ
โหย ไม่ไปได้ไง
ดั้งด้นออกตามหา แผนที่บอกว่าให้ลงสถานีนิปปงงิ
เลยแวะไปเดินพาหุรัดญี่ปุ่นพอหอมปากหอมคอ
พอรู้ว่ามาผิดฝั่งเลยข้ามสถานีไปที่ฝั่งสุสาน
เดินงงๆ ไปพบซอยหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านรวงน่ารักในซอยเล็กๆ
บ้านๆ อารมณ์เหมือนเดินซอยราชวิถี 4 ตอนหกโมงเย็นที่มีคนหาซื้อกับข้าว เดินกลับบ้าน ฯลฯ
แม้จะหลงแล้วหลงเล่า เดินขาลาก กว่าจะถึงร้านกระดาษนั่นก็ตามที

ป.ล. เลยจากจุดที่ว่านี้ จะพบร้านเก๋ๆ ระหว่างทาง ซึ่งเราก็เดิน เดิน และเดินกันจนพบข้อเดาว่า
มันใกล้มหาลัยศิลปะนี่เอง
ชอบร้านนึงมาก เป็นร้านรับสั่งตัดรองเท้า
รองเท้าสวยเก๋ และแทนที่จะใช้ป้ายยี่ห้อ ร้านนี้ เซ็นลายเซ็นคนทำ made by... ไปที่พื้นรองเท้าเลย
อยากจะอุดหนุนซะเหลือเกิน!
และจากจุดนี้ เราเดินกันจนถึงอูเอโนะพาร์ค และสถานีแห่งมนุษย์กล่องกันเลยทีเดียว

ถ้ามีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นอีก จะไปเดินย่านนี้ระดับเคลียร์ทุกตารางเมตร

หมีก็ art ฟีโน่ก็ art
ญี่ปุ่นไม่อยู่ในลิสต์ประเทศที่อยากไป เต้จึงไม่มี destination ใดให้ต้องไปให้ได้ (ยกเว้นจิยูกะโอกะที่ผิดหวังไปซะแล้ว)
ชิบูย่า ชินจูกุ ฮาราจูกุ อาคิฮาบาระ กูลิโกะ (อันหลังเริ่มไม่เกี่ยว)เลยไม่อยู่ในความสนใจ
บอกหมีว่าไปไหนก็ไูด้ที่แกอยากไป
หมีเลยพาไปทัวร์แกลเลอรี่กัน
3 วัน ไปมา 7 พิพิธภัณฑ์ (ปิดแบบไม่มีเหตุผล 2 วันซ้อนไปหนึ่ง)
ได้เห็นห้องทำงานของคุณป้าคนวาดภาพประกอบโต๊ะโตะจัง ได้ดูทั้งงานกราฟิกตลอดชีวิตของพี่คนหนึ่ง (ซึ่งเต้สัญญาว่าจะติดตามผลงานพี่เขาต่อไป หลังดูจบ) ได้ชื่นชมนิทรรศการออกแบบหนังสือที่ดีที่สุดของโลก ได้ดูพิพิธภัณฑ์ print ที่ให้เห็นตั้งแต่ภาพพิมพ์ไม้แบบคุณฮกกุไซไปยันแท่นพิมพ์กูเต็นเบิร์ก ได้ไปดูหนังสือเด็กยุคต้นๆ ศตวรรษที่แล้วของฝั่งอเมริกาและฝั่งโซเวียต (ในส่วนนี้ หนังสือภาพรัสเซียสวยจนหยุดหายใจ อยากเกิดในประเทศคอมมิวนิสต์ขึ้นมาในบัดดล) ฯลฯ
แรงบันดาลใจมาเต็ม!

แตก็อาร์ต โออิชิก็อาร์ต
ถือว่าเป็นเบสต์ออฟเดอะเบสต์ประจำทริปนี้
แตเป็นเพื่อนหมี โออิชิเป็นเพื่อนแตอีกที (โออิชิแปลว่าภูเขาใหญ่ ไม่ได้แปลว่าอร่อยนะ)
แตเสนอให้นอนบ้านแตหนึ่งคืน (คืนแรกที่มาโตเกียว) แต่บ้านแตออกมานอนเมืองสักสี่สิบนาที เพราะใกล้มหาลัยแตมากกว่า
หลังเอากระเป๋าไปเก็บบ้าน มนุษย์สี่ชีวิตตัดสินใจไปกินร้านอร่อยโคตรแถวบ้านโออิชิ เพราะอยากดูงานของโออิชิกัน
ร้านปิด!
เข้าแฟมิลี่มาร์ท ซื้อเบียร์คนละกระป๋อง กินโอเด้งร้อนๆ ยืนชนกระป๋องในลมหนาว
จากนั้น ก็ออกเดินสู่บ้านโออิชิกัน
มันไกลจนเต้คิดว่า ถ้าล้มลงไปแล้วบอกทุกคนว่า "ทิ้งข้าไว้ที่นี่เถอะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า" จะได้ไหม
แต่ทันทีที่ถึงบ้านโออิชิก็หายเหนื่อย
ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอย่างนี้อยู่จริง
บ้านไม้หลังเล็กๆ บนเขา เช่าราคาถูกน่าตกใจ ไม่สามารถกันลมหนาวได้ และใช้ห้องน้ำระบบส้วมหลุม นั่งชักโครกแล้วจ๋อมลงพื้นโลกทันที
โออิชิใช้เป็นทั้งบ้านและสตูดิโอ (ซึ่งมีเครื่องอัดเพลตซิลค์สกรีนเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ในบ้านด้วย - โออิชิบอกว่าอาจารย์ยกให้ก่อนตาย)
แนะนำอย่างเป็นทางการ โออิชิเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้าน illustrate ที่ TAMA ArT และงานที่โออิชิจะอวดเราวันนี้ คือภาพประกอบที่เขาใช้เส้น geometric ในคอมพิวเตอร์มาประกอบให้เป็นรูปแมลงต่างๆ (นึกความยุ่บยับของผึ้งสักตัว โออิชิวาดมันจากคอมพิวเตอร์ทีละเส้นๆ) จากนั้น โออิชิเอาไปยิงเพลต แล้วมีสกรีนลงบนกระดาษ (โดยมีหมึกเป็นน้ำยาซักผ้า) ซึ่งพอสกรีนออกมาแล้ว ลายจะเป็นสีใสๆ จนกว่าโออิชิจะเอาไฟมาเผา จนมันขึ้นลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ออกมา
สวย เท่ เจ๋งมาก
อ้อ แต่สิ่งที่เล่าให้ฟังนี้ ไม่ได้เอามาจากที่โออิชิเล่าให้ฟังนะ
แต่ได้เห็นพี่เขาทำสดๆ ให้ดู ตอนห้าทุ่มนี่แหละ
ซึ่งมันยังไม่หมดแค่นั้น สักพัก โออิชิเอากระบองแบบบรูซ ลีมาเล่นให้ดู
เชี่ยวชาญช่ำชองมาก!
เขาบอกว่าฝึกอยู่เป็นปี มุ่งมั่นบ้าพลัง
ที่เพี้ยนกว่านั้น พี่แกหากระบองมาอีกสามอัน แล้วบังคับให้เราทำกันทุกคน
แล้วเราก็ออกสเตปท่าเริ่มต้นของการควงกระบองที่ว่า พร้อมกันอย่างสนุกสนาน
เบสต์ออฟเดอะเบสต์ไหมล่ะ ทริปนี้

 

 

 

  

ว่ากันตามตรง เต้เป็นมนุษย์เยอะๆ คนหนึ่ง
เต้ชอบสร้างกฎส่วนตัว ยึดถือเคร่งครัดเพียงเพราะมีเหตุผลบ้าบอมาสนับสนุน
อาทิ เกลียด starbucks ดูถูก food court ไม่ชอบตลกเจ็บตัวแรงๆ ฯลฯ
จากนั้น เต้ก็พยายามไม่ไปสังฆกรรมไม่ว่าทางใดทางไหน
แต่ก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งได้-บางเรื่อง เต้ก็ล้มเหลวเละเทะ
มีหนึ่งเคสใหญ่และหนึ่งเคสใหม่ล่ามาเล่าให้ฟังดังนี้

หนึ่ง ความล้มเหลวเชิงจิตวิญญาณหลังการปฏิญาณไม่เข้าเซเว่น
มีอยู่ช่วงหนึ่ง คุณเจียรวนนท์ออกมาเคลื่อนไหวเยอะแยะประกอบกับการก่อตั้งโรงเรียนและโน่น นั่น นี่
เต้เริ่มรู้สึกว่า cp is everywhere จนหวั่นใจ
วันหนึ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วเห็นปลาทับทิมนอนแแอ้งแม้งอยู่ในกระบะน้ำแข็ง ติดแท็ก cp
เต้กรี๊ด และผวารุนแรง
จากวันนั้น ตั้งปณิธานว่าจะไม่พึ่งพาเซเว่นอีกต่อไป
เข้มแข็งอยู่ได้ 2 เดือนครึ่ง
สังคมปิดเล่มรุมเร้าให้เต้เดินเหงาๆ เข้าไปซื้อแซนวิชแฮมชีสกินแก้หิวตอนตีสอง
เขินนิดหน่อย เพราะอุตส่าห์ทำได้ตั้งนาน
แม้ตอนนี้จะเฉยชาถึงขั้นรับฝากซื้อได้ แวะไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้
แต่ก็ยังตะหงิดๆ อยู่ในใจ เพราะไม่ได้ enlighten อะไรจากบทเรียนนี้เลย

สอง ความล้มเหลวเชิงจิตวิญญาณหลังการมีเฟสบุ๊ก
ไม่ว่าจะโดนถามไถ่ ถากถาง หรือกดดันยังไง เต้ก็ไม่ยอมมีเฟสบุ๊กอย่างใครเขา
เหตุผลงี่เง่าคือเต้กลัวการปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนใหญ่ อะไรจะ network กันตลอดเวลา
ดื้อดึงได้ 1 ปี จนอยู่ในพื้นที่เสถียรได้
คุณพี่หัวหน้าที่รักก็บอกว่า ร้านของเต้ควรมีเพจเฟสบุ๊กเป็นของตัวเอง
เต้เห็นดีเห็นงาม เพราะในแง่แม่ค้าค้าขาย social network ช่างสำคัญ
ในเวลาใกล้ตีสอง พี่ทรงเปิด www.facebook.com แล้วสั่งเต้กรอก คลิก กรอก คลิก กรอก คลิก
รู้สึกเหมือนซีแนมยืนโอนเงินให้คนงงๆ หน้าตู้เอทีเอ็ม
ได้สติอีกที เต้มีเฟสบุ๊กเป็นของตัวเอง
หนึ่งวันถัดมา เพจ YS มีเพื่อนครบครันจากความร่วมมือกด like ของทุกคน อันนำมาสู่ username www.facebook.com/yellowsubmarinecafe ได้สำเร็จ
ตอนนี้ยังงงๆ อยู่
เต้ควรจะใส่อะไรใน what's on your mind?
เพราะยังตะหงิดๆ อยู่ในใจ เต้ควร enlighten อะไรได้ไหม จากบทเรียนนี้?

 


 

kitsch-me complilation

posted on 16 Aug 2010 02:14 by kitsch-me-five

 

 

track 1 / เพลงเก่าๆ
คืนวันเสาร์ เด็กแนวยุคบุกเบิกหลายชีวิตรวมหัวปิดเล่มและฟังแฟตช่วงพี่ช้างไปพร้อมๆ กัน
เคล้าเสียงหาว เราจะได้เห็นเต้กระโดดร่าเริง ปูกรี๊ดเสียงสูงตามตัว หมีพยักหน้ายินดี พี่ก้องยิ้มรำพึง เบนท์ส่งเสียงอื้อหือ เมื่อพี่ช้างเปิดเพลงเก่าๆ ที่พวกเราชอบ
ใครสักคนบอกไว้ เพลงที่เพราะที่สุดคือเพลงที่เราฟังสมัยวัยรุ่น
จริงที่สุด!
ตอนนี้ ฟังเพลงเท่แค่ไหน ก็ไม่สุขใจเท่าเพลงเสร่อๆ สมัยเด็ก

track 2 / ฉันชอบคุณ
เต้ไม่ใช่นักฟังเพลงเลยแม้แต่น้อย เพราะเต้มีชีวิตวัยรุ่นน้อยถึงน้อยที่สุด
ไม่รู้เอาวัยนั้นไปทำอะไร ย้อนนึกไป ความทรงจำก็ถูก delete ไปซะแล้ว
นอกเหนือจากนี้ เต้ยังไร้ทักษะด้านดนตรีสิ้นเชิง ปรบมือยังผิดคีย์ จะไป appreciate อะไรกับไลน์ดนตรีซับซ้อน
ดนตรีจึงเป็นโลกที่เต้ไม่คุ้น ด้วยเพราะมีชุดความเชื่อว่า การเล่าเรื่องแบบดนตรีมันเป็นวิธีที่เต้ไม่สันทัด
ต่อให้ไม่เคยทำหนัง กำกับละคร หรือออกหนังสือกับเขา
เต้ก็ยังสามารถเห็นเส้นดี-เลว ได้ตามประสานังนักชอบตัดสิน
แต่เพลงไม่
ต่อให้นักวิจารณ์บอกว่าดี เต้ก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักแล้วก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันดีที่คีย์ไหน
อาศัยความชอบและชังล้วนๆ
ซึ่งเต้ก็ว่าดี
เพราะบางที เต้ก็เบื่อการต้องไปดูหนังที่เขาว่าดี นิทรรศการที่เขาว่าดี หนังสือที่เขาว่าดี สังคมที่เขาว่าดี ฯลฯ อยู่เหมือนกัน

track 3 / ในร้านกาแฟ
"อย่าเปิดเพลงร้านกาแฟได้ป้ะ" เป็นประโยคที่เต้พูดเสมอเวลาอยู่ร้านแล้วใครสักคนหยิบแผ่นแจ๊สหรือบอสซ่าเก๋ๆ ใส่เครื่องเล่น
แม้ไม่มีใครพูด แต่ทุกคนคงคิดว่า "แล้วมึงจะให้เปิดเพลงอะไรคะ"
นั่นดิ ช่วยคิดที yellow submarine ควรเปิดเพลงอะไร
(ไม่เอา yellow submarine นะ เขิน)

track 4 / all you need is love
สมัยจีบกันใหม่ๆ ผู้ชายถามว่าเราชอบเพลงไหนของ the beatles มากที่สุด
นิ่งไปนานมาก ก่อนจะตอบว่าไม่รู้ดิ
ตอนนั้นคิดว่า ถ้าตอบ across the universe ก็จะประดิษฐ์ไป ตอบ let it be ก็สามัญเกิน
555+
หลังจากวันนั้น เต้ก็ยังนึกมาตลอดว่าชอบเพลงอะไรที่สุด
i will ก็น่ารักดี something ก็เพราะ strawberry field forever ก็เพี้ยน  ฯลฯ
ผ่านมาเกือบสี่ปี
ตอนนี้รู้แล้ว
ชอบ norwegian wood ที่สุดละ
อยู่ดีๆ ฟังเพลงนี้แล้วได้กลิ่นป่า (แม้ว่าจะเป็นป่ากาญจนบุรีก็ตาม)

track 5 / ตื่น
เพื่อความคึกคักในชีวิต ทุกเช้า เต้จะฟัง I love you ost. เราสองสามคน เป็นแทร็กแรก
แม้จะเลิกฮิฮะกับหนังไปแล้ว แต่ยังชอบเพลงนี้จริงๆ จังๆ
ร่าเริงเรื่อยเจื้อยดีเหลือเกิน

track 6 / (หัวใจ) เต้น
กิจกรรมอัดเพลงให้กันเป็นความโรแมนติกที่เต้ชื่นชอบเป็นอันดับต้นในกระบวนการจีบหญิงทั้งหมดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงกระทำ
มันน่ารักเนอะ
ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปจากการอัดเทปลงเทป อัดซีดีลงเทป หรือลากแปะแล้วไรท์ใส่ซีดี เต้ก็ว่ามันฮิฮะดีทั้งนั้น
คิดเอาเองว่า ไอ้ช่วงเวลาเลือกเพลง ช่วงเวลากดอัด และช่วงเวลาจิปาถะทั้งกระบวนการ มันคงงดงามในระดับน่าอิจฉา
ขอลิสต์เอาไว้ว่า จะเป็นกิจกรรมที่จะลงมือทำสักครั้งในชีวิต

track 7 / อิจฉา
เต้อยากเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ด้วยเหตุผลว่าดีไซเนอร์ฟังเพลงไป ทำงานไปได้
ฟังดูงี่เง่า แต่เป็นเรื่องจริง (ฮา)

track 8 / again&again
เต้ไม่ชอบ she&him อัลบั้มแรกเลย มันจั๊กกะจี๋หูสุดสุดสุดสุด
อีกทั้งยังเจ๊โซอี้ยังสวยเก๋น่าอิจฉา ความหมั่นไส้เลยชวนให้ปิดหูปิดตา ไม่สนใจอัลบั้มสอง
โอ๊ะ แต่พอเผลอไปฟัง volume 2 หนักๆ เข้า เริ่มชอบเข้าจริงๆ จังๆ
นับเป็นอัลบั้มแรกๆ ในรอบหลายปีที่เต้ฟังซ้ำๆ แล้วไม่เลือกเพลงใดเพลงหนึ่งออกมาฟังต่างหาก

hidden track
เพลงของเราที่ไม่ใช่ของเรา จงเปิดฟังอย่างเงียบเชียบ

track 9 / กลับมา
เรื่องน่าดีใจประจำปีนี้ คือ Buddhist Holiday ออกอัลบั้มใหม่
แม้ว่าจะไม่กรี๊ดซิงเกิลแรกที่พี่เขาปล่อยออกมา
แต่เต้ก็ถลาไปจองแผ่นไวนิลเขาเรียบร้อยแล้ว
เออ ยังไม่ได้โอนตังค์ เขาจะริบสิทธิ์เราไหมหนา
อยากฟังเพลงที่ทำให้เราใจสั่นเหมือนนาฬิกาอีกจัง

track 10 / somewhere
ในหัวข้อสนทนาเพลงประกอบการตาย เลือกแทร็กเปิดในงานศพ
คุณจักรพันธุ์เลือก in my life ของ the beatles
เต้จึงขอเลือก over the rainbow เวอร์ชันต้นฉบับ
รู้สึกว่า ถ้าเราจากโลกนี้ไป
โลกหลังสายรุ้งแสงลวงตา ต้องมหัศจรรย์ไม่แพ้โลกนี้แน่ๆ
อยากเห็นจัง

แล้วอยากเปิดเพลงอะไรในงานศพตัวเองกันบ้างนะ?

 

ป.ล. เอนทรีนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของ 'กลับมาอัพบล็อกกันเถอะ' โครงการในเต้เอยดำริ และพยายามจะบังคับตัวเองให้อัพบล็อกอย่างต่อเนื่องนะ