melt in japan

posted on 09 Dec 2010 02:56 by kitsch-me-five

   

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกา เต้ไปญี่ปุ่นมา
เป็นทริปจากคำเชิญชวนของการท่องเที่ยวภาคอีสานของญี่ปุ่นเขา
ผู้ร่วมทริปหนึ่งเดียวของเต้คือหมีอีกตามเคย
อีสองคนนี้น่าจะเคยตักบาตรร่วมขันกันเป็นตั๋วรถทัวร์ ถึงได้บินเหนือล่องใต้กันอยู่เรื่อย
ในโอกาสนี้ เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับ FAM TRIP 7 วัน เที่ยวโทโฮกุ ดูใบไม้เปลี่ยนสี เยี่ยมฟาร์มแอปเปิ้ล ชิมสาเกแบบทัวริสต์หอมปากหอมคอ
ส่วน 3 วันที่เหลือ สองชีวิตขอต่อเวลาอยู่ที่โตเกียว เที่ยวแบบไม่มีคนนำทาง
และทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เต้ประทับใจมากบ้าง น้อยบ้างในระดับรายละเอียด

เรียวกัง 1 : ล้มหมอน นอนฟูตอง 
ความผูกพันแบบคิดไปเองของเต้กับเรียวกังเกิดขึ้นตอนอ่าน ลาก่อน ท์ซึกุมิของคุณป้าบานานา โยชิโมโต ว่าด้วยลูกสาวเรียวกังมักโกรธขี้ป่วย
ควบยามาดะ โนริโกะ การ์ตูนเพี้ยน ที่มีภาคพิสดารจาก super OL ไปเป็นสาวเรียวกัง
เต้เลยคิดไปว่ามักคุ้นกับโรงแรมปูฟูตอง พื้นเสื่อตาตามิ และเสิร์ฟอาหารแบบเทรดดิชั่นอย่างช่วยไม่ได้
แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไป อย่างไรเสีย มันก็ exotic เกิดที่พลเมืองพระประแดงคนหนึ่งจะนิ่งเฉยได้
ยิ่งได้นอนคนเดียวในห้องกว้างใหญ่ เต้ก็เปิดปิดประตูกระดาษเล่นจนข้างห้องอาจจะอยากโทรมาด่า
จริงๆ อยากเข้าไปนอนในตู้เก็บผ้าปูที่นอนเหมือนโดเรมอนด้วยซ้ำ แต่กลัวขายขี้หน้าประเทศไทย (หากตู้เขาเกิดพังลงมา)

เรียวกัง 2 : อิทาดาคิมัส! 
อาหารแบบเรียวกังนี่มันสนุกจริงๆ
เต้ไม่มีภูมิคุ้มกันอาหารญี่ปุ่นมากนัก ไม่ชอบแซลมอน กินซาบะไม่ได้มาก เกลียดนัตโตะ แและเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้กินอาหารญี่ปุ่นที่นอกเหนือไปจากที่ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปเขามีกัน แต่อาหารที่มาเสิร์ฟทุกๆ วัน ในเรียวกังที่เปลี่ยนไป มันน่าตื่นเต้นไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟใส่เซมเบ้ หม้อไฟใส่ข้าวปิ้ง สุกี้เนื้อวัวเซ็นได (เนื้อคุณภาพดีระดับสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น)ปลาดิบในมันฝน โมจิในซุปแบบอาหารคาว ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีถ้วยเล็กถ้วยน้อยเป็นผักดอง ปลาหมึกหมัก รากไม้บด สารพัดจะกินให้หมด (แต่ก็ลองมันหมดทุกชิ้น)
คุณไกด์บอกว่า อาหารเซ็ตแบบนี้ จะต้องคำนึงความสมดุลของอาหารแต่ละชนิด สีเท่านี้พอไหม อาหารรสเค็ม อาหารรสเปรี้ยว อาหารหน้าตาดี ต้องมีสัดส่วนเท่าไหร่
ในหนึ่งเซ็ตต้องครบถ้วนสวยงาม
(และสวยงามมากเมื่อกินกับเบียร์หรือเหล้าอูเมชุ หึหึ)
จากการได้กินตลอดหลายๆ วัน เต้เลยวิเคราะห์มั่วซั่วเอาเองว่า
อาหารญี่ปุ่นอาจไม่ได้ต้องการพรสวรรค์ชั้นเลิศหรือรสมือเด็ดขาดของคนปรุง เท่าความสมดุลในการปรุงอาหาร
พ่อครัว แม่ครัวอาหารญี่ปุ่น เลยน่าจะเป็นดีไซเนอร์มากกว่าศิลปิน
(ว่าไปเรื่อย)

อ่อ แต่ทั้งนี้ ได้ซดสเปิร์มปลาสดเข้าไปโดยไม่รู้ รสชาติมันหยึยแหยะเกินทน
พอเห็นอะไรครีมๆ ขาวๆ เลยกลัวไปตลอดการกินเลย
 
 
หิมะในประเทศญี่ปุ่น กับเพลงอังกฤษที่พูดถึงป่าในนอร์เวย์
เราโชคดีที่แม้จะไปเอาตอนฤดูใบไม้ร่วง แต่สภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้เราได้เจอหิมะ บนยอดเขาสูงลิ่ว
หิมะขาวโพลนคลุมเขาสุดลูกหูลูกตา ป่าสนสีขาวซีด เต้กับหมียืนกรี๊ด นึกว่ามาอยู่ในสถานบำบัดของนาโอโกะแห่งนอร์วีเจียน วูดของคุณมูราคามิ
แล้วเพลงนอร์วีเจียน วูดก็ลอยเข้าหูมา
ไม่ได้บังเอิญอะไรหรอก หมีส่งหูฟังที่มีเสียงเพลงนี้มาให้
สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันมานาน

 

อาบน้ำแร่ แช่หลายนม
หนึ่งในความกล้าแห่งชีวิตสาวของจิราภรณ์
คือการใส่ชุดยูกาตะแล้วเดินเหนียมๆ ไปแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัลเพื่ออาบออนเซ็น!
อย่าตกใจเกินหนึ่งเครื่องหมายอัศเจรีย์นะ เพราะการแก้ผ้านี้ อยู่ในห้องอาบน้ำแบบผู้หญิงโอนลี่เท่านั้นจ้ะ
(แต่ก็เหอะ กับผู้หญิง หนูก็ไม่เคยแก้ผ้าให้ใครดูมาก่อน)
ในส่วนนี้ หญิงไทยผู้ไม่กล้าสบตาใคร ก็เอาผ้าขนหนูผืนจิ๋ว พยายามบังโน่น บังนี่ให้มิดที่สุดเท่าที่มิดได้
แต่พอลอบมองไป ไม่ว่าเด็กไม่มีนม สาวอกตึ่ง และคุณป้าตัวเหี่ยว ต่างก็เปิดเผยก้นงอนและแผ่นหลังกันตามสบาย
มีคนบอกว่า นี่คือการทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติและการเรียนรู้ซึ่งสังขาร
เต้พยายามกลมกลืนไปกับเขา แต่ถูกคุณป้าคนหนึ่งจับได้ว่าไม่เข้าพวก
เลยมาสปีคอิงลิชใส่ แนะนำการอาบน้ำเล็กน้อย และยังเข้าใจว่าฉันเป็นสาวไทเปตามฟอร์ม
หลังทำตามคำแนะนำของคุณป้า เต้ก็ได้แช่บ่อน้ำแร่ร้อนจี๋แบบเอาท์ดอร์ เห็นเงาตะคุ่มๆ ของป่า และลมยะเยือกที่แวะมาสู้กับความร้อน 40 องศาขาพอง
ในส่วนนี้ รักต้นคอบวกแผ่นหลังของสาวๆ ที่โผล่พันจากน้ำเป็นที่สุด
ถ้าให้โหวต จิราภรณ์คิดว่าต้นคอเป็นส่วนที่เซ็กซี่ที่สุดของผู้หญิงแบบสิบเต็มสิบเลย

หมู่บ้านนารูโกะ
มีคืนหนึ่ง เราได้แวะไปหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยออนเซ็น (มีเทพเจ้าออนเซ็นอยู่บนเขาด้วย)
ได้พักโรงแรมอายุ 400 ปี (แต่ปรับปรุงใหม่นะ นึกสงสัย ทำไมญี่ปุ่นไม่ค่อยมีดอะไรเก่าๆ โทรมๆ เยินๆ ให้เห็น)
ตอนค่ำมืด ออกไปเดินเล่นในถนนเล็กๆ ขึ้นเขา ลงเนินกับหมี
ทุกท่อระบายน้ำจะมีควันและกลิ่นกำมะถันลอยมา
สมกับเป็นหมู่บ้านออนเซ็น
แต่ไอ้ที่หลงรัก ไม่ได้อยู่ที่ออนเซ็นเท่าความเป็นเมืองของที่นี่
ไปเจอใบไม้เปลี่ยนสี ทะเลสาบเวิ้งว้าง หิมะละลานตา หรือธรรมชาติงดงามเพียงใด
นักเดินซอยอย่างเต้ ก็ดี๊ด๊ากว่าเมื่อได้เจอชุมชน ผู้คน บ้านเรือนอยู่ร่ำไป
ในร้านขายขนมปังแบบญี่ปุ่นเล็กๆ ร้านหนึ่งในเวลาถนนเงียบสงัด เต้และหมีเปิดประตูเข้าไป
เต้อยากได้สมุดทำมือที่วางอยู่บนชั้น พยายามถามไถ่ราคา ลุงอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียดว่าไม่ขาย
(หมีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาพอประมาณ ฟังพอออก (แต่ความน่าจะเป็นในการฟังถูกและฟังผิด มีค่าเท่ากันนะ ) ช่วยสื่อสารให้)
จากนั้น ป้าผู้มีภาษาญี่ปุ่นเป็นอาวุธพอกัน ก็มาพูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกประมาณสี่สิบแปดล้านคำ
คราวนี้หมีก็เหวอด้วย (หลังจากที่เต้เหวออตั้งแต่ลุงแล้ว)
ภาษาใบ้กันไปมา ได้ความว่าป้าถามว่าฉันหอบถุงอะไรมา
ตอบไปว่าฟูโรชิกิ
จากนั้น ป้าก็ไปขนผ้าฟูโรชิกิที่มีอยู่ทั้งบ้านมาให้ดู ผืนเล็ก ผืนใหญ่ ผืนเลอค่า ผืนใช้บ่อย
พร้อมเอาชาและขนมมาเสิร์ฟ และเอาแผนที่มาชี้พิกัด ร้านที่มีฟูโรชิกิขาย พร้อมอธิบายทาง ด้วยภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียดอีกแล้ว
จังหวะนี้ เต้หนีเอาตัวรอดมากินขนม จิบชา ปล่อยหมีใช้ทักษะทั้งชีวิตที่มีไป
ร่ำลากันอีกหนึ่งยาวนาน ก็ออกจากร้านด้วยความสนุกใจ
เห็นไหม เมืองมันน่ารักเพราะคนนี่แหละ

zakka ซักกรี๊ด
ความตั้งใจในการมาญี่ปุ่นครั้งนี้ คือการศึกษาดูงานร้าน zakka จากประเทศต้นแบบเพื่อนำไปใช้ในร้านตัวเอง (เฮ้อ ฝันเฟื่อง)
อีเมลมาบอกคนพาทัวร์ก็แล้ว พยายามอธิบายก็แล้ว ชาวเซ็นได (เมืองใหญ่ประมาณโคราช) ก้ไม่รู้ว่า zakka shop คืออะไร
บอกว่าร้านขายของกุ๊กกิ๊ก เฮียเขาก็พาไปร้านกิ๊ฟช้อป ประหนึ่งลอฟท์หรือ zeenzone
พอถามเอาไม่ได้ เลยกะว่าหาเองแล้วกัน
ในขณะที่ทุกคนไปช้อปปิ้งตามห้างใหญ่ เต้หลอกล่อให้หมีมาเดินหาร้านกุ๊กกิ๊กที่แว่บผ่านตอนไกด์ทัวร์ถือธงพาเราเดินผ่านแบบเร็วๆ ได้
ขึ้นบันไดแคบชนิดหมีแน่นมาถึงชั้นสอง ร้านจิ๋วมีจานเซรามิกทำมือ มีผ้าคอตตอนสวยเก๋ และมีชาแพคเกจจิ้งชวนกรี๊ดเรียงแน่นชั้น
เต้กรี๊ดในใจ และหันไปกรี๊ดใส่พี่เจ้าของร้าน
จังหวะนั้น อยากขอจับมือ
ที่น่าตลกคือ มีสาวญี่ปุ่นเหมือนเดินหลงมาอีกหนึ่งคน พอเจอร้าน ก็กรี๊ดๆ แบบเดียวกับเต้เด๊ะ
เป็นเรื่องแบบผู้หญิงๆ จริงๆ

ตอนมาโตเกียว เต้ก็ยังคงพยายามจะพาตัวเองเข้าร้าน zakka เรื่อยไป
ดั้นด้นไปจิยูกะโอกะ ย่านเก๋ (ซึ่งเต้ว่าเก๋ไป) มีร้านทำนองนี้เต็มไปหมด
ของแพงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
และบรรยากาศทองหล่อไปนิด ไม่น่ารักเหมือนร้านเดี่ยวมือหนึ่งที่เซ็นไดเลย
ผิดหวังนิดนึงนะเนี่ย
แต่ป.ล. อย่างน้อย ก็ได้เห็นอดีตโรงเรียนโทโมเอของโต๊ะโตะจัง (ที่กลายเป็นห้างพีค็อกไปแล้วก็เหอะ)

แต่ที่ประทับใจสุดๆๆๆๆๆๆ ยกให้ย่านที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียกว่าอะไร
เรื่องมันเนื่องมาจากหมีซื้อ pen ฉบับไกด์เที่ยวแบบ real tokyo
หนึ่งในนั้นแนะนำร้านกระดาษลายที่พิมพ์ด้วยเทคนิคสมัยเอโดะ
โหย ไม่ไปได้ไง
ดั้งด้นออกตามหา แผนที่บอกว่าให้ลงสถานีนิปปงงิ
เลยแวะไปเดินพาหุรัดญี่ปุ่นพอหอมปากหอมคอ
พอรู้ว่ามาผิดฝั่งเลยข้ามสถานีไปที่ฝั่งสุสาน
เดินงงๆ ไปพบซอยหนึ่งที่เต็มไปด้วยร้านรวงน่ารักในซอยเล็กๆ
บ้านๆ อารมณ์เหมือนเดินซอยราชวิถี 4 ตอนหกโมงเย็นที่มีคนหาซื้อกับข้าว เดินกลับบ้าน ฯลฯ
แม้จะหลงแล้วหลงเล่า เดินขาลาก กว่าจะถึงร้านกระดาษนั่นก็ตามที

ป.ล. เลยจากจุดที่ว่านี้ จะพบร้านเก๋ๆ ระหว่างทาง ซึ่งเราก็เดิน เดิน และเดินกันจนพบข้อเดาว่า
มันใกล้มหาลัยศิลปะนี่เอง
ชอบร้านนึงมาก เป็นร้านรับสั่งตัดรองเท้า
รองเท้าสวยเก๋ และแทนที่จะใช้ป้ายยี่ห้อ ร้านนี้ เซ็นลายเซ็นคนทำ made by... ไปที่พื้นรองเท้าเลย
อยากจะอุดหนุนซะเหลือเกิน!
และจากจุดนี้ เราเดินกันจนถึงอูเอโนะพาร์ค และสถานีแห่งมนุษย์กล่องกันเลยทีเดียว

ถ้ามีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นอีก จะไปเดินย่านนี้ระดับเคลียร์ทุกตารางเมตร

หมีก็ art ฟีโน่ก็ art
ญี่ปุ่นไม่อยู่ในลิสต์ประเทศที่อยากไป เต้จึงไม่มี destination ใดให้ต้องไปให้ได้ (ยกเว้นจิยูกะโอกะที่ผิดหวังไปซะแล้ว)
ชิบูย่า ชินจูกุ ฮาราจูกุ อาคิฮาบาระ กูลิโกะ (อันหลังเริ่มไม่เกี่ยว)เลยไม่อยู่ในความสนใจ
บอกหมีว่าไปไหนก็ไูด้ที่แกอยากไป
หมีเลยพาไปทัวร์แกลเลอรี่กัน
3 วัน ไปมา 7 พิพิธภัณฑ์ (ปิดแบบไม่มีเหตุผล 2 วันซ้อนไปหนึ่ง)
ได้เห็นห้องทำงานของคุณป้าคนวาดภาพประกอบโต๊ะโตะจัง ได้ดูทั้งงานกราฟิกตลอดชีวิตของพี่คนหนึ่ง (ซึ่งเต้สัญญาว่าจะติดตามผลงานพี่เขาต่อไป หลังดูจบ) ได้ชื่นชมนิทรรศการออกแบบหนังสือที่ดีที่สุดของโลก ได้ดูพิพิธภัณฑ์ print ที่ให้เห็นตั้งแต่ภาพพิมพ์ไม้แบบคุณฮกกุไซไปยันแท่นพิมพ์กูเต็นเบิร์ก ได้ไปดูหนังสือเด็กยุคต้นๆ ศตวรรษที่แล้วของฝั่งอเมริกาและฝั่งโซเวียต (ในส่วนนี้ หนังสือภาพรัสเซียสวยจนหยุดหายใจ อยากเกิดในประเทศคอมมิวนิสต์ขึ้นมาในบัดดล) ฯลฯ
แรงบันดาลใจมาเต็ม!

แตก็อาร์ต โออิชิก็อาร์ต
ถือว่าเป็นเบสต์ออฟเดอะเบสต์ประจำทริปนี้
แตเป็นเพื่อนหมี โออิชิเป็นเพื่อนแตอีกที (โออิชิแปลว่าภูเขาใหญ่ ไม่ได้แปลว่าอร่อยนะ)
แตเสนอให้นอนบ้านแตหนึ่งคืน (คืนแรกที่มาโตเกียว) แต่บ้านแตออกมานอนเมืองสักสี่สิบนาที เพราะใกล้มหาลัยแตมากกว่า
หลังเอากระเป๋าไปเก็บบ้าน มนุษย์สี่ชีวิตตัดสินใจไปกินร้านอร่อยโคตรแถวบ้านโออิชิ เพราะอยากดูงานของโออิชิกัน
ร้านปิด!
เข้าแฟมิลี่มาร์ท ซื้อเบียร์คนละกระป๋อง กินโอเด้งร้อนๆ ยืนชนกระป๋องในลมหนาว
จากนั้น ก็ออกเดินสู่บ้านโออิชิกัน
มันไกลจนเต้คิดว่า ถ้าล้มลงไปแล้วบอกทุกคนว่า "ทิ้งข้าไว้ที่นี่เถอะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า" จะได้ไหม
แต่ทันทีที่ถึงบ้านโออิชิก็หายเหนื่อย
ไม่น่าเชื่อว่ามีคนอย่างนี้อยู่จริง
บ้านไม้หลังเล็กๆ บนเขา เช่าราคาถูกน่าตกใจ ไม่สามารถกันลมหนาวได้ และใช้ห้องน้ำระบบส้วมหลุม นั่งชักโครกแล้วจ๋อมลงพื้นโลกทันที
โออิชิใช้เป็นทั้งบ้านและสตูดิโอ (ซึ่งมีเครื่องอัดเพลตซิลค์สกรีนเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ในบ้านด้วย - โออิชิบอกว่าอาจารย์ยกให้ก่อนตาย)
แนะนำอย่างเป็นทางการ โออิชิเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้าน illustrate ที่ TAMA ArT และงานที่โออิชิจะอวดเราวันนี้ คือภาพประกอบที่เขาใช้เส้น geometric ในคอมพิวเตอร์มาประกอบให้เป็นรูปแมลงต่างๆ (นึกความยุ่บยับของผึ้งสักตัว โออิชิวาดมันจากคอมพิวเตอร์ทีละเส้นๆ) จากนั้น โออิชิเอาไปยิงเพลต แล้วมีสกรีนลงบนกระดาษ (โดยมีหมึกเป็นน้ำยาซักผ้า) ซึ่งพอสกรีนออกมาแล้ว ลายจะเป็นสีใสๆ จนกว่าโออิชิจะเอาไฟมาเผา จนมันขึ้นลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ออกมา
สวย เท่ เจ๋งมาก
อ้อ แต่สิ่งที่เล่าให้ฟังนี้ ไม่ได้เอามาจากที่โออิชิเล่าให้ฟังนะ
แต่ได้เห็นพี่เขาทำสดๆ ให้ดู ตอนห้าทุ่มนี่แหละ
ซึ่งมันยังไม่หมดแค่นั้น สักพัก โออิชิเอากระบองแบบบรูซ ลีมาเล่นให้ดู
เชี่ยวชาญช่ำชองมาก!
เขาบอกว่าฝึกอยู่เป็นปี มุ่งมั่นบ้าพลัง
ที่เพี้ยนกว่านั้น พี่แกหากระบองมาอีกสามอัน แล้วบังคับให้เราทำกันทุกคน
แล้วเราก็ออกสเตปท่าเริ่มต้นของการควงกระบองที่ว่า พร้อมกันอย่างสนุกสนาน
เบสต์ออฟเดอะเบสต์ไหมล่ะ ทริปนี้

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อยากไป "ย่านที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียกว่าอะไร" ด้วยจังเลยค่ะ ^^ คงเพลินดีแท้

#10 By เมย์โย™ on 2011-07-06 14:43

อยากเห็นต้นฉบับเป็นเล่มครับ
ตา ปิ๊งๆbig smile
ตามมาจาก@jiranarong เป็นการเดินทางที่เจ๋งมาก
รูปน่ารัก อยากเห็นงานของคุณโออิชิ ถ้าจะเท่น่าดู
cry

#8 By zhomao on 2010-12-10 21:53

อิจฉีคืออะไรอ้ะ
เป็นขั้นกว่าเหรอ embarrassed wink

#7 By เต้เอย (203.146.136.113) on 2010-12-10 15:23

โฮ้ย ท่าทางน่าหนุกมาก และอิจฉาอิจฉีที่สุดครับ cry
พี่ฝนต้องรักนารูโกะแน่ๆ
คน สัตว์ สิ่งของ (ตุ๊กตาโคเคชิด้วย) น่ารักไปหมด

ป.ล. จังหวะที่แช่น้ำร้อนจี๋ (ซึ่งไม่ค่อยชอบหรอก แต่อยากซื้อประสบการณ์)วินาทีหนึ่ง รู้สึกถึงโลกมหัศจรรย์ของออนเซ็นอย่างพี่ม.ย.ร.มะลิ ขึ้นมา

#5 By kitsch-me-five on 2010-12-10 11:07

อิจฉา ไม่เคยไปโทโฮคุเลย
อยากไปนารุโกะออนเซ็นด้วย
มีตุ๊กตาโคเคชิเต็มเลยใช่มั้ย
ที่มันเป็นตุ๊กตาไม้ๆ วาดหน้าตาผู้หญิง
กรี๊ดๆ ...

ป.ล.พี่เฉยๆ กับจิยูกะโอคะเหมือนกัน

#4 By foneko (58.11.72.207) on 2010-12-10 10:35

confused smile

#3 By mini-teddy on 2010-12-10 02:53

จริง!
ไว้เล่าตอนหายขี้เกียจนะ

#2 By kitsch-me-five on 2010-12-09 22:51

ขี้เกียจเขียนเอง ยืมไปแปะในblogได้มะ 555

ปล.นอกจากทั้งหมดที่กรี๊ดเหมือนแกแล้ว(ยกเว้นแผ่นหลังผู้ชายในห้องอาบน้ำ-*-)ก็ยังมีน้องจักรยานด้วยนะ 555

#1 By หมี (124.121.31.200) on 2010-12-09 07:50