ต้องกราบหมีงามๆ (ยาวไปถึงคุณทรงกลด เจ้าของดีวีดี) ที่แนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้แบบไม่ยอมให้ผลัดวันประกันพรุ่ง
ruokala lokki หนังญี่ปุ่นของคุณนาโอโกะ โอกิกามิที่งามระดับพอดีจนน้ำตาไหล
หนังว่าด้วยร้านอาหารของสาวญี่ปุ่นตีนกากำลังขึ้น หอบฝีมือทำอาหารมาเปิดร้านกริบๆ ที่ฟินแลนด์
ด้วยเหตุผลว่า คนญี่ปุ่นและคนฟินแลนด์ชอบแซลมอนเหมือนกัน
จากนั้น มนุษย์คนอื่นๆ ก็เข้ามาในประตูร้านของเธอ
มีหญิงญี่ปุ่นตัวใหญ่หน้าเอ๋อที่ร้องเพลงการ์ตูนได้ มีเด็กฟินแลนด์ไร้เพื่อนคลั่งแดนปลาดิบ มีป้าทำกระเป๋าเดินทางหาย (และดูเหมือนจะทำทุกอย่างหายไปจากชีวิต) มีหญิงเบ๊อะฟินนิชขี้เมาผัวทิ้ง มีนักชงกาแฟคนเศร้า ที่มอบเวทมนตร์ "โกปี้ ล้วค" ทำให้กาแฟอร่อยอย่างวิเศษให้เธอ ฯลฯ
นอกเหนือจากการกรี๊ดองค์ประกอบของหนังที่สวยตั้งแต่ผ้ากันเปื้อนยันต้นไม้หน้าร้าน (สมกับเป็นประเทศที่มีเฟอร์นิเจอร์เริ่ดๆ และลายผ้าของเจ๊มารี)
จังหวะของหนังเรื่องนี้ เหมือนจะเพี้ยนแต่เพราะ ปมเปลาะที่แต่ละตัวละครผูกไว้ไม่ถูกแก้ไขแต่ไม่เป็นปัญหา เต็มไปด้วยความเบาบางแต่ทำให้อิ่มเอมขนาดหนัก (และชวนให้หิวโซเวลาเจ๊ทอดทงคัตสึ เคี้ยวข้าวปั้น อบชินนามอนโรล)
โอเค อาจจะชมจนโอเวอร์เกินงาม แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่เต้จะอินกว่าในระดับ 15 เท่า เพราะกำลังนั่งท้าวคางรอลูกค้้าเข้าร้านไม่ต่างจากเจ๊เขาสักนิด
ในหนัง เจ๊หน้าเอ๋อแนะนำเจ๊เจ้าของร้านว่าลองทำโปรโมชั่นไหม ลองเปลี่ยนสูตรอาหารไหม ลองนั่น ลองโน่น ลองนี่ไหม
แต่เจ๊มุ่งมั่นแกยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะเสิร์ฟข้าวปั้นเป็นเมนูหลัก ด้วยเหตุผลว่ามันคือจิตวิญญาณอาหารญี่ปุ่น
แต่ลึกๆ แล้ว ที่เจ๊เขาผูกพันกับข้าวปั้นมาก เพราะตอนเด็กๆ พ่อของเจ๊จะปั้นข้าวปั้นให้สองครั้งต่อปีในวันทัศนศึกษากับกีฬาสี
เจ๊บอกว่า หน้าตาข้าวปั้นมันไม่มืออาชีพเอาซะเลย แต่เด็กกำพร้าแม่อย่างเจ๊รู้สึกว่ามันอร่อยมาก
เพราะพ่อบอกว่า "ของอร่อย เพราะมีคนทำให้กิน"
โอว....
ตายคาจอ
เจ๊บอกทุกคนว่า "สักวันมันต้องไปได้สวยสิน่า" แล้วสุดท้าย  ruokala lokki ก็ประสบความสำเร็จคนเต็มร้านจริงๆ
โอ๊ะ แน่นอน ให้ฐานะแม่ค้า เต้ก็อยากให้ yellow submarine ของเต้มีคนเต็มร้าน
แต่ที่มุ่งมั่นมากกว่า เต้อยากทำของอร่อยให้คนอื่นกิน
อยากให้อาหารที่เต้ทำเป็นความสุขของคนเคี้ยว
แต่สารภาพตามตรง เต้เพิ่งหัดทำอาหาร บางเมนูก็ดี บางเมนูพอได้ บางเมนูก็ไม่ไหวเอาซะเลย
กำลังอยู่ในขั้นพยายามอย่างเต็มที่
"สักวันมันต้องไปได้สวยสิน่า" ใช่ไหม?
อาหารอร่อยเพราะมีคนทำให้กิน แถมคนคนนี้ ยังตั้งใจจริงสุดๆ อีกต่างหาก
มาชิมกันนะ

ป.ล. เต้จำเวทมนตร์กาแฟวิเศษได้แม่นยำ เพราะฉะนั้น กาแฟ yellow submarine จะอร่อยอย่างวิเศษแล้วนะ!

 

keep calm and carry on

posted on 02 May 2010 02:07 by kitsch-me-five
 

 

ช่วงนี้ เปิดทีวีก็หงุดหงิด อ่านหนังสือพิมพ์ก็หดหู่ เช็คฟอร์เวิร์ดเมลก็กลุ้มใจ หันไปทางไหนก็ ชวนให้ท้อแท้สิ้นหวัง
สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ มันยากเยียวยา
เต้ทำได้แค่แช่งต้นตอปัญหาให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากตายทุกขณะจิต
และพยายามเรียกร้องสิทธิให้แท็กซี่ที่ก้าวขาขึ้นไปปิดวิทยุคนเสื้อแดงชนิดทะเลาะกันก็ยอม
น้อยไป น้อยไปจริงๆ

เมื่อทำอะไรไม่ได้ เต้เริ่มเข้าสู่โหมดหมดอาลัยตายอยาก
แต่ท่ามกลางความแห้งเหี่ยวนั้น เต้ก็ได้พบกับต้นตอของ 'keep calm and carry on'
จริงๆ เต้พบปะเจ้าประโยคนี้บ่อยๆ เพราะมีแบรนด์ฝรั่งมังค่าเจ้าหนึ่งเขาดีไซน์โปรดักส์ที่มีแต่ประโยคนี้ตั้งแต่เสื้อยืดยันชอคโกแลตบาร์
ไอ้เราก็โง่ คลิกเพลินๆ ดูรูปไป ไม่ได้สนที่ไปที่มา
พอมันแปะอยู่บนปกอัลบั้มของ Stereophonics ก็ยังคิดได้อีกว่าประโยคนี้มันป๊อปเนาะ
จนวันที่หดหู่สุดขีด เต้พิมพ์ประโยคนี้ใส่กูเกิล แล้ว enter 1 ครั้ง
พี่เกิ้นประมวลผลอวดพี่วิกี้ที่เตรียมรอเล่าเรื่องให้ฟัง
เต้ตื่นเต้น มือสั่นคลิกเข้าไป
พี่วิกี้บอกว่า keep calm and carry on เป็นโปสเตอร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลอังกฤษออกแบบ 'เผื่อ' ไว้ในกรณีที่นาซีจะกร่างกล้า เข้ายึดประเทศผู้ดีได้สำเร็จ
ความจริง ก่อนหน้าที่จะมีเวอร์ชันนี้ รัฐบาลอังกฤษได้ออกมาแล้วสองซีรีส์
'Your Courage, Your Cheerfulness, Your Resolution Will Bring Us Victory'
ซีรีส์แรกก็ยังฮึกเหิมสมกับเป็นโปสเตอร์สมัยสงครามดี
แต่พอสงครามปะทุหนัก นาซีดูเหมือนจะมีชัย โปสเตอร์ซีรีส์สองก็ออกมาเตือนให้เริ่มระวังภัย

'Freedom is in Peril'
ความเลวร้ายกำลังคืบคลาน
โชคดีที่ keep calm and carry on ไม่ได้ใช้
เพราะไม่อย่างนั้น มันคงแปลว่าเราต้องก้มหน้ายอมจำนนให้ความเลวร้ายที่สุดที่มนุษย์ทำได้ในคราบสงคราม
มันน่าเศร้า

ตัดกลับมาที่ประเทศไทย
เต้ไม่รู้ว่าใครต่อใครมี 'แผนสำรอง' สำหรับความย่อยยับที่จะเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า
สำหรับเต้ keep calm and carry on ถูกจองไว้แล้ว
ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ใครจะอยู่ ใครจะไป
เราต้อง carry on
แม้การ keep calm จะยากสักแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

เพลงเศร้า

posted on 17 Apr 2010 17:18 by kitsch-me-five

 เพลงงานวัด วงเพื่อน

ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งเธอจำได้ไหม
สองเราเคยเที่ยวงานวัดบ้านใต้
ทำบุญปิดทององค์พระมาลัย
ก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน
สาบาน สาบานต่อหน้าหลวงพ่อ
สองคนดั่งธูปเทียนที่ต่อ
หวังพรจากบุญหลวงพ่อ
บนบานขอความรักยั่งยืน
เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน
แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง
หยอกเย้าบนชิงช้าสวรรค์
ถ่ายรูปคู่กันกินขนมจีนข้างทาง
เจาะรั้วปีนต้นไม้
แอบฟังลูกทุ่งวงดังดูหนังขายยา
ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งจำได้หรือเปล่า
วันนี้ไม่มีงานเหมือนเก่า
ลานวัดมีแต่ความว่างเปล่า
ฉันมาถามข่าวเธอกับเซียมซี

เมื่อวานฟังเพลง งานวัด แล้วนั่งร้องไห้
รู้สึกมาพักใหญ่ว่าเพลงนี้เศร้าและเศร้ามากเมื่อวานนี้
ลานวัดมีแต่ความว่างเปล่า
ฉันมาถามข่าวเธอจากเซียมซี
ถ้าเราคิดถึงใครสักคน แต่ไม่สามารถติดต่อเขาได้
แล้วหวังว่าไม้แดงๆ และกระดาษปรูฟบางๆ จะเป็นหนทางเชื่อมโยง
มันเศร้าเกินไปนะ ว่ามั้ย

 

หนังสือที่ซ่อมไม่ได้

posted on 24 Mar 2010 00:57 by kitsch-me-five

 

เต้ไปงานศพคุณตาเซ่งฮงมา
คุณตาเซ่งฮงเป็นชื่อที่เราเรียกกันติดปาก อันหมายความถึงคุณตามานิตย์ อัศวทรงศิริ เจ้าของร้านซ่อมหนังสือเซ่งฮง ย่านสะพานเหล็ก
เต้เคยทำ memoryville ตอน โรงพยาบาลบำรุงเล่ม พูดถึงประวัติอันเก่าแก่ของร้านนี้ และสิ่งที่ร้านนี้ทำ
คุณตาเป็นนักดูแลหนังสือคนแรกๆ เป็นคนพัฒนาเทคโนโลยีการเย็บเล่มแบบไม่ง้อเครื่องฝรั่ง และเป็นนักสะสมหนังสือตัวยงที่คนในวงการจับตา
แต่ก่อนหน้าที่จะทำคอลัมน์นั้น พวกเราเดินดุ่มเข้าไปทำความรู้จักกับคุณตาโดยบังเอิญ เพราะเต้กำลังบ้าคลั่งการเย็บสมุด หมีกำลังบ้าคลั่งกับการค้นตู้หนังสือคุณยาย ปูกำลังบ้าคลั่งกับพจนานุกรมที่หลุดรุ่ยยากเยียวยา เมื่อค้นเจอว่ามีร้านซ่อมหนังสืออยู่บนโลกใบนี้ เราก็สุ่มดุ่มไป
และแล้ว เด็กกะโหลกกะลา 5 คน ก็ได้พบโลกใหม่
เราได้เห็นกระบวนการเย็บหนังสืออย่างประณีต การทำปกหนัง การพิมพ์ทองตัวตะกั่ว การใช้ลวดลายสุดคลาสสิกที่สันปก ให้เราได้ลูบๆ คลำๆ แบบทนุถนอม และกรี๊ดอยู่ในใจ
หนังสือในความหมายของเต้ในวันนั้นมันช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน
เราได้รู้จักตราสำคัญที่ประทับอยู่บนปก ที่สะท้อนความหายากในวงการสะสมหนังสือ
เราได้รู้ว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงริเริ่มให้มีการจัดพิมพ์หนังสืองานศพเพื่อกระจายความรู้สู่สังคมแบบละมุนละม่อม
เราได้รู้ว่าเวิ้งนาครเขษมเมื่อก่อนหน้าตาเป็นยังไง
เราได้รู้ที่มาที่ไปของชื่อคลองโอ่งอ่างที่สะพานเหล็กข้ามผ่าน
ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ คุณตาวัยใกล้ 90 เล่าให้เราฟังแบบที่ความทรงจำไม่มีตกหล่น
หลังการพูดคุยยาวนาน คุณตาพาเราออกทางประตูหลังบ้าน และเดินออกมาส่งทางที่จะลัดไปตรอกสะพานเหล็ก
จังหวะนั้น รู้สึกทันทีว่าคุณตาเป็นญาติผู้ใหญ่ของฉันไปเสียแล้ว
...
หลังจากนั้น เต้พยายามหาเรื่องไปร้านเซ่งฮงบ่อยๆ
หมีฝากเย็บหนังสือ ปูฝากรับของ เต้หาทางไปด้อมๆ มองๆ บางวันก็เคาะประตูเข้าไปแบบไม่มีธุระปะปัง
เต้ตั้งใจว่า จะเขียนหนังสือเล่มโตๆ แล้วให้ร้านเซ่งฮงเย็บให้ เพราะเต้จะได้มีหนังสือที่เข้าสันคลาสสิกสุดสวยงาม และมีโค้งเว้าของกระดาษแบบสุดเท่
เคยบอกคุณตา แกหัวเราะไม่พูดอะไร
คงคิดว่า "ฝันไปเถอะ ไอ้หนู"
...
บ่ายวันอาทิตย์ เต้ได้รับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้น
พี่ลูกสาวคุณตาโทรมา บอกว่าคุณตาเสียแล้ว
เต้ตกใจ ตกใจ และตกใจ
แม้อายุจะมาก แต่คุณตาก็แข็งแรงเสมอเวลาเราได้เจอกัน
นึกขอบคุณพี่ลูกสาวที่ยังมีแก่ใจบอกข่าวกับเรา และสัญญาว่าจะไปงานให้ได้
แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกถึงหนังสือสุดหวงเล่มที่คุณตาทนุถนอมไว้ แต่ซ่อมไม่ได้เพราะกระดาษหมดสภาพการใช้งาน
ใจหาย เป็นคำเดียวที่อธิบายโมเมนต์นั้น
...
ตลอดการฟังสวด เต้ิคิดวนไปวนมาถึงหนังสืองานศพ
เต้ไม่สนิทสนมขนาดจะกล้าถาม แต่ความจริงแล้วอยากเสนอตัวมากหากครอบครัวคุณตาอยากจะทำ
เต้ยินดีทำคอนเทนต์ให้แบบถวายตัว
แต่การจากไปอย่างกระทันหัน คงไม่มีใครทันคิดเรื่องนี้
เสียดาย เป็นคำเดียวที่อธิบายโมเมนต์นั้น
...
คุณตาขา
ถึงคุณตาจะเย็บหนังสือหนาเตอะให้หนูไม่ไหวแล้ว
แต่หนูก็จะเขียนหนังสือหนาเตอะเล่มนั้นให้เสร็จให้ได้นะคะ
สัญญา

ป.ล. ไปขโมยรูปมาจากมัลติพลายหมี บันทึกเส้นทางการเดินทางไปซ่อมหนังสือในวันแรกโน้น

 

kiss me five

posted on 16 Mar 2010 11:20 by kitsch-me-five

แม้ว่า kamikaze จะเป็น account ของเต๋อ

แต่น้องๆ kiss me five กลุ่มนี้ พี่ขอ

มารอฟังเพลงน้องเขากันเถอะ!